| pure - -님의 프로필MRS.FABREGASlll ll lll사진블로그리스트 | 도움말 |
MRS.FABREGASlll ll lllเพราะฉันจะบอกเธอ ว่าฉันไม่เหงา ไม่เจอกันวันนี้ ก็ได้.... |
||||
|
10월 8일 08102009 The Interview บทสัมภาษณ์ พี่นูน หรือ นายยศพร ปุณวัฒนา ประวัติส่วนตัว ชื่อ นายยศพร ปุณวัฒนา อายุ 25 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และเคยอยู่ชมรมอนุรักษณ์ 2 ปีในสมัยมัธยมปลาย จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. ในปีการศึกษา 2549 ปัจจุบัน ศึกษาระดับปริญญาโท ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในสาขาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น สมัยเรียน ไม่ทราบว่าพี่นูนเป็นยังไงบ้างคะ : ก็เรียนปกติ แล้วก็ทำงานคณะ ทำกิจกรรม เป็นทีมสโมหรือที่เรียกว่าสโมสรนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีทำเชียร์ด้วยแล้วก็ปี4 ก็เป็นนายกสโมสรนักศึกษา แล้วพี่ได้อะไรจากการทำกิจกรรมของคณะบ้างอ่ะคะ : ได้ไปเจอกับคนข้างนอก ได้คิดว่าต้องใช้ความเข้าใจมากๆ และ ได้เห็นวิธีคิดของคนที่ไม่ได้เรียนแบบเรา ได้ทำความรู้จัก ได้มี connection อีกอย่างหนึ่ง แล้วปัจจุบันก็ยังติดต่อกันอยู่บ้างกับเพื่อนต่างคณะที่ทำกิจกรรมมาด้วยกัน เล่าประวัติการทำงานของพี่หน่อยค่ะ : ก็หลังจบก็ไปทำงานที่บริษัท K-Chan Architects เจ้าของคือ คุณชาญณรงค์ เป็นพี่เก่าของลาดกระบัง ตอนทำงานก็ไปเป็นสถาปนิกผู้ช่วย ช่วยทำงานออกแบบ เพราะตอนนั้นเพิ่งจบ ยังไม่มีใบอนุญาต แล้วที่ทำงานก็เป็นออฟฟิซขนาดเล็ก ทำทั้งงาน Interior และงานสถาปัตยกรรม พี่ก้ไปช่วยในงานสถาปัตยกรรม คือที่ออฟฟิซเนี่ยจะมีสถาปนิกอยู่สามคน คือ เจ้าของแล้วก็สถาปนิกseniorแล้วก็รุ่นพี่สถาปนิกอีกคน แล้วทำอะไรบ้างอ่ะคะ : ก็เป็นสถาปนิกผู้ช่วย ช่วยออกแบบ ช่วยเขียนแบบ เขียนแบบขออนุญาต เคลียร์แบบ ทำpresentation อะไรงี้ คือออฟฟิซขนาดเล็กเนี่ยทำงานทุกคน ประวัติการทำงาน ต่อ : แล้วทำได้ประมาณครึ่งปี ก็ลาออก เพราะว่าจะไปเตรียมตัวเพื่อสอบเรียนต่อโท แล้วที่เรียนต่อโทก็มีแค่ไปสอบสัมภาษณ์อย่างเดียว แล้วพอสอบสัมภาษณ์ผ่านก็มีเวลาว่าง ก็คือพอไม่มีสอบขอเขียนแล้วมันก็ว่าง ก็เลยต้องหางานทำ เพราะว่าไม่ชิน คือ ทำงานมาตลอดทั้งงานตอนเรียนแล้วก็ทำกิจกรรมมาตลอด เลยมาทำงานอีกที่ คือ บริษัท คิดการดี เป็นบริษัทที่ทำงานแนว green design และ eco design แล้วพี่ก็สนใจทางด้านนี้อยู่แล้วเลยเข้าไปทำ แต่พอเริ่มเรียนโทแล้วเลยลาออก ตอนนี้เลยทำFreelance อยู่ ทำไมถึงออกจากบริษัทที่สองอ่ะคะ : ก็งานของที่บริษัทนี้เนี่ยเป็นงานscopeใหญ่ หน้าที่รับผิดชอบเยอะ ต่อไปอาจเกิดปัญหาเพราะต้องไปเรียนโท คือที่ออฟฟิซเค้าไม่ได้ทำงานแค่สถาปัตยกรรม แต่ทำงานเหมือนเป็นระบบเครือข่าย เหมือนเป็นสังคมของ Green,Eco Design ทำงานแบบนึกถึงคุณภาพชีวิตของคนสังคมเมืองเป้นหลัก ประมาณนี้ อาจจะงงๆหน่อยนึง ปัจจุบันนี้ทำอะไรอยู่คะ : ก็เรียนโทพื้นถิ่นแล้วก็เป็น Freelance ด้วย พี่คิดว่าการเรียนกับการประกอบวิชาชีพแตกต่างกันยังไงคะ : งานจริงต้องเป๊ะๆ ไม่เหมือนเวลาเรียน ตอนเรียนเวลาทำผิด มันก็แค่อาจารย์หักคะแนน แต่ถ้าเวลาทำงานจริง ถ้างานตกหล่นก็ต้องกลับมาแก้ ซึ่งมันจะเสียเวลาและเสียเงินที่ทางบริษัทต้องดูแล เพราะแค่ค่าปริ้นท์เฉยๆก็เยอะมากแล้ว แต่ที่เรียนที่ลาดกระบังเนี่ยดี เพราะ เราเรียนคอนมาแน่น เวลาไปทำงานจริงก็จะสามารถจับงานจริงได้เลย ไม่ต้องไปจูนอะไรมาก แล้วเราจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิบัติวิชาชีพยังไง หรือ เราจะทำยังไงถึงจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการประกอบวิชาชีพยังไง : ก็ต้องปฏิบัติวิชาชีพตามจรรยาบรรณ ซึ่งตัวพี่เองก็ทำตามข้อตกลงแล้วก็ข้อกำหนดทางวิชาชีพที่สถาปนิกต้องทำอยู่แล้ว อยากทราบว่าพี่มีอุปสรรคหรือปัญหาในการทำงานรึเปล่าคะ : ก็ตอนนี้ที่พี่ทำfreelanceอยู่ ก็จะมีปัญหาเรื่องการบริหารเวลา ก็คือพอมาทำงานตรงนี้ก็ต้องจูนตัวเองในระดับหนึ่ง การจัดสรรเวลาของการทำงานกับการเรียน คือเวลาทำงานเนี่ยก่อนจะรับงานต้องตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกจะได้ไม่มีปัญหา ว่างานที่จะให้ทำต้องไม่มีdeadline คือก็มีกำหนดระยะเวลา แต่จะมารีบเลยไม่ได้ เพราะติดที่พี่ต้องเรียนโทไปด้วย คือถ้าลูกค้ารับข้อตกลงนี้ไม่ได้ก็ต้องไปทำงานกับคนอื่น ทำไมพี่นูนถึงมาทำFreelance : เพราะว่าพี่อยากเป็นสถาปนิกแบบเต็มตัว อยากมีงานออกแบบเป็นของตัวเอง แล้วก็ที่สำคัญคืออยากเรียนโทไปด้วย แล้วก็คืองานfreelanceที่เราทำเนี่ยก็จะเป็นportของเราได้ด้วย อนาคตข้างหน้าของพี่ พี่จะทำอะไรต่อไปอ้ะคะ : ก็เป็นสถาปนิกต่อไป ยังไม่ได้วางแผนในระยะยาวไว้ ก็เป็นสถาปนิกต่อไป ทราบมาว่าตอนเรียนเนี่ยพี่ไม่ได้อยากเป็นสถาปนิกเลย อะไรเป็นจุดเปลี่ยนทำให้พี่เปลี่ยนใจมาประกอบวิชาชีพสถาปนิกคะ : ตอนปี4 พี่ไปฝึกงานEvents เพราะคิดว่างานมันสนุกๆลุยๆแล้วพอไปทำจริงก็สนุกจริง แต่พอกลับไปมองแล้วเห้นว่าไม่ค่อยชอบวิธีคิดในการทำงาน งานที่ตั้งใจทำกันมาแล้วพอตอนสุดท้ายงานก็ถูกทำลายไป คืองานออกมาสวยเพราะแค่อยากให้คนหันไปซื้อของของเค้า คือไม่มีคุณค่าทางจิตใจ แต่ถ้าเป็นงานสถาปัตยกรรมเนี่ย เราได้สร้างงานดีๆ แล้วงานนั้นก็จะอยู่ไปอีกนาน คืออย่างน้อยก็อยู่กับเจ้าของไปอีกนาน พี่ชอบที่จะทำอะไรให้คนที่รับมีความสุขความพอใจมากกว่า งานeventsก็ดี ก็ได้เงินตอบแทนกลับมา เราทำงานก็ได้ตังค์ ส่วนเจ้าของหรือลูกค้าก็ได้ทำให้คนมาซื้อของมาซื้อสินค้าของเค้า พี่นูนคิดว่าอะไรเป็นข้อจำเป็นหรือข้อสำคัญในการปฏิบัติวิชาชีพ : สถาปนิกต้องมีความอดทน คือคนจบมาใหม่ๆเนี่ยเป็นคนใหม่ไฟแรง อยากออกแบบอาคารมันส์ๆ ในขณะที่เจ้าของต้องการไปอีกแบบ เราต้องจูนกันกับเจ้าของให้ได้ อาจจะมีปัญหาบ้าง คือทำงานจริงเนี่ยเจ้าของเค้าจะยกแคตตาล็อกบ้านมาให้เราดูเป็นเล่มเลย เราก็ต้อง"ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่" เพราะงานจริงไม่เหมือนงานที่ส่งอาจารย์ อาจารย์รับฟังความคิดเห็นของเรา แต่ลูกค้าจริงเราต้องตามใจเค้า ทีนี้การทำงานเราก็เลยต้องใจเย็น ต้องพยายามหาวิธีที่จะพยายามเอาความรู้หรือความคิดของเราสอดแทรกเข้าไปใน เปลือกที่ลูกค้าอยากได้ให้ได้ การปฏิบัติตนในการทำงานของพี่เป็นอย่างไรคะ : ก็ไม่แน่นอน คือเรียนโทเนี่ยบางทีก็ต้องไปลงท้องถิ่น ไปลงชุมชน แล้วก็ต้องเอาเวลาว่างจากเรียนไปทำfreelanceอีก ก็เลยต้องจัดสรรเวลาให้เป็น ทำไมถึงเรียนโท เรื่องพื้นถิ่นคะพี่ : เพราะพี่คิดว่าพี่คงทำงานที่เมืองไทยตลอด เลยอยากรู้รากของเมืองไทย คือถ้าเรารู้ถึงรากแล้วเข้าใจถึงรากแล้ว เราถึงจะสามารถออกแบบงานที่ดีออกมาได้ คิดได้ตอนไหนคะ : ตั้งแต่ตอนปี5 เทอม 1 คือตอนนั้นได้ไปทริปอ.จิ๋ว ได้เรียนอนุรักษ์ ได้ไปเห็นงานต่างๆ เลยทำให้อยากไปศึกษาเพิ่มเติม ตอนเราเรียนเนี่ยเราเรียนแต่การออกแบบตะวันตก เลยอยากรู้เรื่องพื้นถิ่นของไทยเอง เล่าเรื่องการเรียนปริญญาโทให้ฟังหน่อยค่ะ : ก็ก่อนที่จะเรียนพื้นถิ่นเนี่ย ก็ดูมาหลายที่ทั้งที่พื้นถิ่น ศิลปากรและที่อาศรมศิลป์ แต่ไปๆมาๆจับพลัดจับผลูก็ได้มาเรียนที่พื้นถิ่น ศิลปากรนี่ แล้วเวลาที่เรียนโทเนี่ย การเรียนจะต่างจากของปริญญาตรี อาจารย์เข้ามาสอนเค้าจะถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียน จะไม่มีตำราไม่มีหนังสือให้กลับมาอ่านเหมือนสมัยเรียนตรี คือไปเรียนเหมือนไปฟังบรรยาย ทำงานก็ต้องค้นคว้าไปด้วย ตอนแรกนึกว่าไปเรียนแล้วจะสบายๆ แต่จริงๆงานหนักพอสมควรเลย แล้วอีกเหตุผลที่มาเรียนโทพื้นถิ่นก็เพราะ เคยเรียนอนุรักษ์กับพี่กอล์ฟ หรือ อาจารย์เกรียงไกร เกิดศิริตั้งแต่ตอนปี5 ก็เลยเป็นอีกเหตุผลที่ไปเรียนพื้นถิ่นของศิลปากร คนที่มาเรียนพื้นถิ่นก็ไม่ได้มีแต่คนที่จบสถาปัตย์มา คนจบรัฐศาสตร์ก็มาเรียน ครุ สถาปัตย์ก็มี ได้เห็นว่าคนอื่นๆก็สนใจทางด้านนี้เหมือนกัน อยากถามเรื่องการสอบไปประกอบวิชาชีพค่ะพี่ พี่ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง : ก็ต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติม แล้วก็อ่านกฎหมาย ตอนสอบนี่ พี่เป็นยังไงบ้างคะ : รู้สึกเหมือนได้กลับมาเจอเพื่อน เพราะว่าตอนเรียนจบไปแล้วก็แยกๆกันไปหมดเลย ก็ได้มาเจอกันตอนรับปริญญาแล้วตอนตอนสอบไปประกอบวิชาชีพเนี่ย เลยรู้สึกสนุกดี แล้วอยากฝากอะไรให้เยาวชนรุ่นหลังบ้าง : ให้ตั้งใจเรียนนะ ![]() รูปสัมภาษณ์ ณ โรงอาหารคณะ ไม่ได้บังเอิญเจอนะคะ นัดพี่มาที่โรงอาหารค่ะ จากการสัมภาษณ์พี่นูน ทำให้ค้นพบแนวทางใหม่ๆในการประกอบวิชาชีพสถาปนิก หลังจากเรียนจบออกไป ทั้งการเรียนต่อโท การทำงานทั้งงานที่ออฟฟิซและทำงานfreelance ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมจากการประกอบวิชาชีพจริง ได้รับรู้ประสบการณ์ของพี่ ทั้งสมัยเรียนและการทำงานในปัจจุบัน ที่เลือกพี่นูนมาเป็นIdolของการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพราะ ด้วยความที่สนิทกัน รู้จักกันดี เห็นความทุ่มเทในการทำงานของพี่มาตลอด และเห็นว่าพี่มีแนวทางในการประกอบวิชาชีพและแนวคิดต่างๆในการประกอบวิชาชีพ ต่างจากสถาปนิกทั่วๆไปที่จบออกไปแล้วทำงานออกแบบอย่างเดียว แต่พี่เค้ามีแนวทางการประกอบวิชาชีพที่ต่างไป และมีความสนใจที่จะลงไปทำงานชุมชน ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ในแนวความคิดในอนาคตต่อไปของข้าพเจ้า 9월 26일 26092009 England vs. Thailandจากการศึกษา RIBA และ ARB แล้วมาเปรียบเทียบกับของประเทศไทย แต่ขั้นตอนการผ่านคุณสมบัติของทางARBจะใช้เวลานานกว่า โดยต้องผ่านขั้นตอนการฝึกฝนวิชาชีพตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ และต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบตามด้านต่างๆที่ทางสภากำหนดไว้ และใช้ขั้นตอนการฝึกฝนนานกว่าของประเทศไทย
ของสหราชอาณาจักรใช้เวลาในการฝึกฝนวิชาชีพทั้งหมดราว 7 ปี ไม่รวมกับขั้นตอนการศึกษา แต่ของไทยสามารถสมัครสอบได้เลยไม่ต้องฝึก แต่ต่อมามีการเปลี่ยนให้มีการฝึกฝนทางวิชาชีพก่อนเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งก็จะเห็นช่องว่างของระยะเวลาการฝึกฝนที่แตกต่างกันอยู่ หน้าที่ของสภาสถาปนิกของไทยกับARBเหมือนกันตรงที่มีหน้าที่ควบคุมความประพฤติของสถาปนิก โดยมีสิทธิ์ถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพหรือตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวิชาชีพของบุคคลนั้นๆได้เหมือนกัน จากพ.ร.บ.2543 มาตรา 50 ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสถาปัตยกรรม ตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาสถาปนิก ข้อนี้เหมือนกันทั้งไทยและสหราชอาณาจักร คือสถาปนิกต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ข้อนี้สำคัญมากในการประกอบวิชาชีพในทุกๆประเทศ 9월 23일 23092009 Code of Conduct Part 3บริการลูกค้าและการร้องเรียน มาตรฐาน 11 : สถาปนิกควรจัดและบริหารงานอย่างมืออาชีพของพวกเขาและความรับผิดชอบเกี่ยวกับผลประโยชน์ของลูกค้าของพวกเขา 11.1 สถาปนิกไม่ควรจะทำงานโดยละเลยเงื่อนไขของสัญญาที่ได้ทำการบันทึกไว้ โดยทำงานตามเงื่อนไข,ตามขอบเขตงาน,กระทำตามค่าหรือวิธีคำนวณ,ทำการกำหนดข้อกำหนดจากกรณียกเลิกสัญญาและสถาปนิกอาจได้รับการลงโทษทางวินัยจากการร้องเรียนการปฏิบัติการทางวิชาชีพที่ไม่เป็นมืออาชีพและไร้ความสามารถ 11.2 เมื่อสิ้นสุดสัญญาด้วยเหตุผลใดๆ ควรส่งกลับเอกสาร,แผนงานหรือทรัพย์สินแก่ลูกค้าที่มีสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย 11.3 สถาปนิกควรแน่ใจว่าบริษัท เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ,กระบวนการภายในบริษัทได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบ,มีคุณสมบัติเพียงพอในการดูแลพนักงาน เพื่อที่จะสามารถทำงานกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 11.4 สถาปนิกควรปฏิบัติวิชาชีพอย่างไม่ล่าช้าและปฏิบัติตามความเหมาะสมตามขอบเขตงานและค่าใช้จ่ายที่ได้ตกลงกับลูกค้าไว้
11.5 สถาปนิกต้องแจ้งข้อมูลความคืบหน้าของงานแก่ลูกค้า ในบางกรณีที่อาจเกิดปัญหาที่อาจส่งผลต่อคุณภาพหรือค่าใช้จ่าย 11.6 สถาปนิกควรเก็บข้อมูลของลูกค้าเป็นความลับ และสามารถเปิดเผยได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากลูกค้า มาตรฐาน 12 : สถาปนิกควรจะจัดการกับข้อโต้แย้งหรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับงานอาชีพของตนหรือการปฏิบัติหรือธุรกิจของพวกเขาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม 12.1a ในกรณีที่บริษัทหรือบริษัทประกอบด้วยสี่หรือคู่ค้ามากขึ้นหรือกรรมการ พนักงานระดับสูงควรจะกำหนดเป็นความรับผิดชอบในการติดต่อกับข้อร้องเรียนใน กรณีแรกและแจ้งให้ลูกค้าทราบตาม 12.1 b กรณีที่บุคคลกำหนดไม่สามารถแก้ปัญหาการร้องเรียนเพื่อความพึงพอใจของผู้ร้อง พันธมิตรอาวุโสหรือกรรมการผู้จัดการจะเป็นผู้จัดการแทน 12.1 c ถ้าหลังจากตรวจสอบการร้องเรียนให้พันธมิตรอาวุโสหรือกรรมการผู้จัดการจะไม่ สามารถแก้ไขคำร้องเรียนเพื่อความพึงพอใจของผู้ร้องทุกข์ที่พวกเขาจะแนะนำ เรื่องร้องทุกข์ที่สามารถเรียกสถาปนิกทะเบียนคณะกรรมการ
12.2 ในกรณีที่ผู้ประกอบการแต่เพียงผู้เดียวหรือบริษัทสามหรือน้อยกว่าคู่ค้าหรือ กรรมการที่ร้องเรียนควรมีการอ้างอิงโดยตรงไปยังผู้ประกอบการแต่เพียงผู้ เดียวพันธมิตรอาวุโสหรือกรรมการผู้จัดการที่จะจัดการกับพวกเขาในอนุวรรค (ค) ของก่อนวรรค 12.3 หากมีกรณีเหมาะสมเรื่องอื่นๆในการระงับข้อพิพาทเช่นอนุญาโตตุลาการหรือการไกล่เกลี่ยควรสนับสนุน 12.4 การร้องเรียนทุกขั้นตอนควรดำเนินการอย่างสุภาพ,
เห็นอกเห็นใจ และเป็นไปตามขนาดเวลาต่อไปนี้ การติดต่อทั้งหมดจะติดต่อกับARBเกี่ยวกับข้อร้องเรียนและ / หรือมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์จะเป็นไปได้ที่จะจัดการในเวลาเดียวกันวงเงิน ที่แสดงข้างต้น ยกเว้นคำสั่งเป็นอย่างอื่นโดยคณะกรรมการ 23092009 Code of Conduct Part 2มาตรฐาน 7 : สถาปนิกควรรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สินหรือเงินของลูกค้าที่ไดก้รับมอบหมายให้ดูแลในระหว่างการปฏิบัติงาน 7.1 เมื่อสถาปนิกถือเงินของลูกค้า ควรจะจัดการเงินนั้นอย่างรอบคอบ ทำการขอใบเสร็จทุกครั้งที่ปฏิบัติการใดๆ โดยแยกบัญชีออกจากบัญชีของตน 7.2 บัญชีดังกล่าวควรตั้งเป็นบัญชีของลูกค้า และให้ถือว่าเงินทั้งหมดเป็นของลูกค้าโดยบัญชีนี้จะไม่รวมกับบัญชีใดๆและไม่สามารถใช้สิทธิ์ใดๆจากบัญชีนี้ได้ 7.3 เงินภายในบัญชีจะถูกถอนได้ก็ต่อเมื่อเป็นความต้องการของลูกค้าเพื่อการชำระเงิน หรือถูกถอนเพื่อความต้องการอื่นของลูกค้าเท่านั้น มาตรฐาน 8 : สถาปนิกควรทำการอย่างปลอดภัยโดยมีการป้องกันที่เพียงพอและเหมาะสมสมกับการเป็นมืออาชีพ 8.1 เมื่อจำเป็นต้องมีการครอบคลุมการขยายงาน สถาปนิกต้องเป็นผู้ดูแลและจัดการการจ้างงาน,การดำเนินงานของพนักงานในงานนั้น 8.2 สถาปนิกผู้ถูกว่าจ้างควรทำงานอย่างครอบคลุมเหมาะสมกับที่นายจ้างได้ว่าจ้าง 8.3 ไม่มีการจำกัดหน้าที่ของสถาปนิกในการรักษาระดับมืออาชีพ โดยการทำงานต้องครอบคลุมขั้นต่ำตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการประกันการป้องกันมืออาชีพ
มาตรฐาน 9 : สถาปนิกควรแน่ใจว่าการจัดการการเงินส่วนตัวและส่วนวิชาชีพมีความรอบคอบ 9.1 ตัวอย่างการกระทำที่อาจยืนยันการกระทำของคณะกรรมการเมื่อตรวจสอบได้ว่าการปฏิเสธการตรวจสอบหรือขาดความสมบูรณ์ของการทำงาน -สั่งล้มละลาย -กำหนดการชำระหนี้โดยให้บริษัทที่สถาปนิกกำกับจัดการ มาตรฐาน 10 : สถาปนิกควรสนับสนุนข้อกำหนดดังกล่าวนี้ 10.1 สถาปนิกควรปฏิบัติวิชาชีพตามข้อกำหนดสถาปนิกนี้และภายใต้ข้อกำหนดโดยกฎหมายหรือศาล
10.2 สถาปนิกไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่องที่ไม่จำเป็น และต้องไม่ทำรายงานที่ไม่มีเหตุผล,รายงานที่ก่อกวน โดยทำรายงานตามมาตรฐาน Standard1 10.3 ต้องมีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อเป็นสื่อกลางในการไกล่เกลี่ยกรณีเกิดข้อพิพาท 10.4 สถาปนิกไม่ควรไปกระทำสัญญาอื่นนอกเหนือจากข้อตกลง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลงตามข้อกำหนดของสถาปนิก 10.5 สถาปนิกควรรายงานต่อนายทะเบียนภายใน 28 วัน ในกรณี - มีการตัดสินว่ามีการกระทำผิด ถูกกล่าวหาหรือถูกพิพากษาให้จำคุกในความผิดนั้นๆ - ถูกตัดสิทธิ์จากคำสั่งศาลจากการทำหน้าที่เป็นกรรมการบริษัท - ทำเรื่องล้มละลาย 10.6 เกิดความล้มเหลวในการรายงานการกระทำผิดทางวินัย 10.7 สถาปนิกจะต้องทำงานร่วมกับพนักงานสืบสวนแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติสถาปนิก 1997 10.8 ถ้าเกิดความล้มเหลวโดยสถาปนิก ต้องพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบหรือสัมภาษณ์ในทันที เพื่อที่คณะกรรมการจะได้รับทราบข้อมูลเพื่อปฏิบัติการทางวินัยต่อไป 10.9 การคุกคามใดๆที่เกิดโดยสถาปนิก จะทำให้เกิดการดำเนินคดีหมิ่นประมาท 23092009 Code of Conductเกณฑ์มาตรฐาน มาตรฐาน 1 : สถาปนิกควรจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์และหลีกเลี่ยงการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีวิชาชีพ หรือผิดต่อข้อกำหนดต่างๆ 1.1 สถาปนิกต้องไม่กระทำการใดๆที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด,ความไม่ยุติธรรมหรือขัดต่อวิชาชีพ และต้องไม่สร้างความไม่น่าเชื่อถือแก่วิชาชีพสถาปนิก 1.2 สถาปนิกควรจะเปิดเผยความคาดหวังของลูกค้าหรือนายจ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้งในภายหลัง 1.3 สถาปนิกควรหาหรือรู้จักกับผู้คนในวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าหรือควรทราบเกี่ยวกับความสนใจของลูกค้า เพื่อให้สามารถลบข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในการตกลงการทำงาน 1.4 สถาปนิกไม่ควรปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่างบุคคลที่ไม่เหมาะสม ดังนี้ บุคคลที่ถูกชื่อลบออกจากสภาสถาปนิกโดยเหตุทางวินัย,บุคคลถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นสมาชิก เมื่อใดก็ตามที่สถาปนิกเสนอหรือเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนองาน ควรมีความชัดเจนว่างานนั้นไม่รวมกับการทำงานในการเป็นสถาปนิกอิสระ มาตรฐาน 2 : สถาปนิกควรทำงานภายใต้ความเป็นมืออาชีพทั้งทางการเงิน,ทางเทคนิคและทางการใช้ทรัพยากรอย่างเพียงพอ 2.1 หน้าที่ภายใต้มาตรฐานจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้เริ่มทำสัญญาการทำงานและตลอดระยะเวลาการทำงาน หน้าที่ของสถาปนิกไม่ได้รวมอยู่ในช่วงการแข่งขัน,ประกวดแบบหรือในที่มีการพิจารณาแบบ 2.2 ที่ทำงานของสถาปนิก สถาปนิกจะต้องทำการดูแลควบคุมบุคคลภายในองค์กรและรับผิดชอบต่อการกระทำหรือการดำเนินการของคนภายในองค์กรด้วย 2.3 ผู้ประกอบการควรจัดการดำเนินการให้สามารถกระทำการต่อได้เมื่อเดิกรณีเสียชีวิต,ขาดงานหรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้ มาตรฐาน 3 : สถาปนิกควรสนับสนุนการบริการวิชาชีพด้วยการทำงานอย่างจริงใจและมีความรับผิดชอบ 3.1 ในการโฆษณาการทำงาน สถาปนิกไม่ควรหลอกลวงหรือสร้างความเข้าใจผิดแก่ลูกค้า 3.2 การโฆษณาควรมีความเหมาะสมตามข้อกำหนดการโฆษณาของสหราชอาณาจักร,ITC และ Radio Code of Advertising Standards and Practice 3.3 การดำเนินธุรกิจไม่ควรก่อให้เกิดความเข้าใจผิด 3.4 สถาปนิกควรแน่ใจว่าการทำงานภายใต้การควบคุมของสำนักงานอยู่ภายใต้การควบคุมและการจัดการของสถาปนิกและงานต้องแสดงความเป็นสถาปนิกต่อลูกค้า
มาตรฐาน 4 : สถาปนิกควรปฏิบัติวิชาชีพด้วยความสุจริตและทำงานภายใต้ข้อกำหนดทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง 4.1 สถาปนิกควรใช้วิจารณญาณอย่างมืออาชีพที่เป็นกลางเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างบุคคล 4.2 สถาปนิกควรทำงานด้วยความสามารถ,ความใส่ใจและความขยัน มาตรฐาน 5 : ในการดำเนินงานอย่างมืออาชีพ สถาปนิกควรให้ความสนใจในบุคคลที่มีส่วนร่วมกับงานที่จะเกิดขึ้น 5.1 สถาปนิกควรมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า และยังต้องมีความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์และการเพิ่มคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มาตรฐาน 6 : สถาปนิกควรดูแลเอาใจใส่การบริการทางวิชาชีพและใส่ความรู้และความสนใจในสัญญาว่าจ้างงาน 6.1 สถาปนิกต้องรักษาระดับความสามารถของการทำงาน ไม่เช่นนั้นจะโดนตรวจสอบ |
|
|||
|
|